เว็บไซต์อธิบายสูตร CAREโดยทีมคณิตศาสตร์ประกันภัย สำนักงานประกันสังคม · อัปเดตล่าสุด 4 ส.ค. 2569
เลือกรูปแบบการอ่านกำลังแสดงเฉพาะสาระสำคัญ
● อธิบายหลักการโดยทีมงานพัฒนาสูตร CARE

CARE บำนาญสูตรใหม่ คำนวณจากค่าจ้างตลอดช่วงการทำงาน

ร่วมทำความรู้จักสูตร CARE ไปด้วยกัน — เพราะเราแคร์คุณ

ภาพคนทำงานหลายช่วงวัย ตั้งแต่เริ่มทำงาน เปลี่ยนรูปแบบงาน จนถึงวัยเกษียณ
ทุกช่วงการทำงานมีความหมาย
CARE ทำงานอย่างไร
บำนาญต่อเดือน=อัตราเงินบำนาญ×ฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณบำนาญ
อัตราเงินบำนาญ20% + 0.125%

ต่อทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน

ฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณบำนาญค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนที่นำส่งเงินสมทบ

ปรับมูลค่าเป็นระดับค่าจ้างใกล้วันที่เกิดสิทธิ

ส่งมากได้มาก · ส่งนานได้เพิ่ม

สูตรเดิมทำงานอย่างไรต่างจาก CARE ตรงไหน?
อัตราเงินบำนาญ20% + 1.5% ต่อปีเต็ม

เพิ่มเฉพาะทุก 12 เดือนเต็มที่เกิน 180 เดือน เศษเดือนถูกตัด และยังไม่เพิ่มอัตราบำนาญ

ตัวอย่าง: 191 เดือน = 20% · 192 เดือน = 21.5%
ฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณบำนาญเฉลี่ยค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายที่นำส่ง

ค่าจ้างก่อนหน้านั้นไม่ถูกนำมาหาฐานบำนาญ จึงขึ้นอยู่กับค่าจ้างช่วงปลายเป็นสำคัญ

จุดต่างสำคัญ: สูตรเดิมเสี่ยง “วัดดวงช่วงปลาย”

งวดเก่ายังนับเป็นระยะเวลาส่งเพื่อหาอัตราบำนาญ แต่ค่าจ้างของงวดก่อน 60 เดือนสุดท้ายไม่ถูกนำมาหาฐานค่าจ้าง แม้เคยส่งเงินสมทบมาแล้ว ขณะที่ CARE เพิ่มอัตราเดือนละ 0.125% และนำค่าจ้างทุกงวดมาปรับมูลค่า

วิดีโอ 01 · เริ่มจากภาพรวม

ทำความรู้จัก CARE ในคลิปสั้น

ชมแนวคิดหลักของ CARE แบบกระชับจากช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของสำนักงานประกันสังคม ก่อนอ่านรายละเอียดในส่วนถัดไป

รับชมบน YouTube
ภาพตัวอย่างวิดีโอทีเซอร์ CARE01
01
เริ่มจากข้อกังวลของคุณตอบคำถามที่ผู้ประกันตน ม.33 กังวลมากที่สุด
CARE แก้ข้อจำกัดของสูตรเดิมสำหรับผู้ที่เคยส่ง ม.39

ค่าจ้างที่เคยส่งไว้ไม่ควรถูกลืม

สูตรเดิมใช้ค่าจ้างเพียง 60 เดือนสุดท้าย ฐาน 4,800 บาทในช่วง ม.39 จึงอาจดึงบำนาญลง และไม่นำค่าจ้างก่อนหน้านั้นมาหาฐานบำนาญ ขณะที่ CARE นำค่าจ้างทุกเดือนมาปรับมูลค่าและคำนวณร่วมกัน

คำถามที่เราได้รับมากที่สุดแล้วการแก้ปัญหานี้ทำให้บำนาญของ ม.33 ลดลงหรือไม่?
ข้อกังวลที่เราได้ยิน

“CARE มีไว้ช่วย ม.39 และนำบำนาญของ ม.33 ไปชดเชย”

เป็นข้อกังวลที่เข้าใจได้ เพราะผลของทั้งสองกลุ่มมักถูกนำมาเปรียบเทียบกัน แต่ CARE ไม่ได้นำสิทธิของกลุ่มหนึ่งไปแบ่งให้อีกกลุ่มหนึ่ง

วิธีคำนวณจริง

ทุกคนใช้กติกาคะแนนเดียวกัน และค่าจ้างเดิมได้รับการปรับมูลค่า

CARE เทียบค่าจ้างของแต่ละคนกับระดับค่าจ้างของระบบในแต่ละช่วงเวลา จึงช่วยรักษามูลค่าค่าจ้างเดิม โดยไม่ได้ย้ายสิทธิระหว่าง ม.33 และ ม.39

ดูเหตุผล วิธีปรับมูลค่า และตัวอย่าง ม.33 / ม.39สูตรย่อ · ตัวอย่างคะแนน · ประเด็นที่ควรอธิบายให้ครบ
คะแนนของแต่ละเดือนค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบ ÷ Reference Earnings (RE) หรือค่าจ้างอ้างอิงของเดือนนั้น
แปลงกลับเมื่อเกิดสิทธิคะแนนเฉลี่ย × RE ม.33 เฉลี่ย 60 เดือนก่อนเกิดสิทธิ
ตอนส่งเงินสมทบค่าจ้าง 10,000 ÷ RE 10,000= 1.00 คะแนน
นำคะแนนไปปรับมูลค่า
ตอนเริ่มรับบำนาญ1.00 × RE เฉลี่ย 20,000= ฐานค่าจ้าง 20,000 บาท

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายกลไกเท่านั้น ฐานค่าจ้างที่ใช้จริงคำนวณจากคะแนนเฉลี่ยทุกเดือน และต้องไม่เกินเพดานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกิดสิทธิ

ไม่ได้แบ่งสิทธิตามมาตรา

ไม่มีการนำบำนาญของ ม.33 มาเฉลี่ยหรือแบ่งให้ ม.39 แต่ละคนคำนวณจากประวัติของตนเอง

เหตุใด ม.39 จึงเห็นผลชัด

สูตรเดิมอาจถูกฐาน 4,800 บาทในช่วง 60 เดือนท้ายดึงค่าเฉลี่ยลง ขณะที่ CARE นับค่าจ้างทุกเดือนที่ส่งและปรับมูลค่า

ผลขึ้นกับประวัติ ไม่ใช่เลขมาตรา

ผู้ประกันตน ม.33 ที่ค่าจ้างลดลงหรือสะดุดช่วงท้ายก็อาจได้ประโยชน์จากการนับค่าจ้างตลอดช่วงการทำงานเช่นกัน

คำตอบอย่างตรงไปตรงมา: CARE 100% อาจไม่สูงกว่าสูตรเดิมในทุกประวัติค่าจ้าง แต่ CARE ไม่ได้นำสิทธิของ ม.33 ไปเพิ่มให้ ม.39 และช่วงเปลี่ยนผ่านยังมีกติกาคุ้มครองงวดที่ส่งมาแล้ว

ผลขึ้นกับประวัติของแต่ละคน: ในช่วงเปลี่ยนผ่านมีสูตรผสมคุ้มครองสิทธิเดิม ส่วนหลังช่วงเปลี่ยนผ่าน CARE 100% อาจสูงหรือต่ำกว่าสูตรเดิมตามประวัติค่าจ้าง

02
รู้จักแนวคิด CAREเริ่มจากภาพรวมที่อ่านง่าย แล้วค่อยเปิดคำอธิบายเฉพาะเรื่องที่สนใจ
CARE ย่อมาจาก

Career Average Revalued Earnings

การคำนวณบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงการทำงาน โดยปรับมูลค่าค่าจ้างในแต่ละช่วงเวลาให้เทียบเคียงกับระดับค่าจ้างใกล้วันที่เกิดสิทธิ

แนวคิดในหนึ่งนาที

ส่งมากได้มาก ส่งนานได้เพิ่ม

CARE ใช้ค่าจ้างทุกเดือนที่นำส่งเงินสมทบ โดยเปรียบเทียบกับ Reference Earnings (RE) หรือค่าจ้างอ้างอิงรายเดือนของระบบ เพื่อปรับค่าจ้างต่างช่วงเวลาให้อยู่ในระดับที่เปรียบเทียบกันได้ ก่อนนำมาคำนวณเป็นฐานบำนาญ

01

ส่งมากได้มาก

ค่าจ้างที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับ RE ที่กำหนดให้เดือนนั้น จะได้รับคะแนนบำนาญมากขึ้น

02

ส่งนานได้เพิ่ม

เมื่อส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน อัตราเงินบำนาญเพิ่มเดือนละ 0.125% โดยไม่ต้องรอให้ครบปี

03

ทุกเดือนมีความหมาย

ฐานค่าจ้างคำนวณจากค่าจ้างทุกเดือนที่นำส่งเงินสมทบ ไม่ได้ดูเฉพาะค่าจ้างช่วงท้าย

เหตุผลของการปรับสูตรบำนาญ

ปิดช่องว่างสร้างความเป็นธรรมก้าวทันความเปลี่ยนแปลง

ภาพคนทำงานหลายรูปแบบ ทั้งพนักงานประจำ ผู้ส่งสินค้า ผู้ค้าขาย และผู้ทำงานอิสระ เดินไปสู่หลักประกันบำนาญร่วมกัน
รูปแบบงานเปลี่ยนได้แต่ทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบยังเดินไปกับเราCARE นับช่วงที่มีการส่งเงินสมทบตลอดเส้นทางการทำงาน ไม่ว่าจะเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนรูปแบบอาชีพ
01

ปิดช่องว่าง

ลดผลจากความไม่แน่นอนของการจ้างงาน และลดช่องว่างจากการเร่งค่าจ้างเฉพาะช่วงท้าย
02

สร้างความเป็นธรรม

คำนวณด้วยกติกา CARE เดียวกัน พร้อมคุ้มครองสิทธิที่สะสมไว้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
03

ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง

เชื่อมโยงเพดานค่าจ้างที่ปรับเพิ่ม และรองรับรูปแบบงานยุคใหม่
วิดีโอ 02 · สรุปหลักการ CARE

แนะนำสูตร CARE ด้วยอินโฟกราฟิก

ทบทวนสูตร คะแนนบำนาญ และการปรับมูลค่าในภาพรวม ก่อนเลือกอ่านรายละเอียดหรือทดลองคำนวณต่อ

รับชมบน YouTube
ภาพตัวอย่างวิดีโอแนะนำสูตร CARE ด้วยอินโฟกราฟิก02
อ่านสาระสำคัญครบแล้ว

เลือกดูส่วนที่ต้องการต่อได้ทันที

เปิดเนื้อหาฉบับเต็มเพื่อดูวิธีคิดคะแนน กติกาช่วงเปลี่ยนผ่าน ตัวอย่าง และเครื่องคำนวณรายบุคคล

03
เข้าใจวิธีคำนวณสูตรหลัก · วิธีปรับมูลค่าค่าจ้างและคะแนนบำนาญ
CARE ทำงานอย่างไร

เริ่มจากสูตรใหญ่ แล้วค่อยดูวิธีปรับมูลค่าค่าจ้าง

บำนาญประกอบด้วยสองส่วน คือ ระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ และฐานค่าจ้างตลอดช่วงที่ส่งเงินสมทบซึ่งปรับมูลค่าแล้ว

วิดีโอ 02 · ก่อนดูรายละเอียดการคำนวณ

แนะนำสูตร CARE ด้วยอินโฟกราฟิก

ดูภาพรวมของสูตร คะแนนบำนาญ และการปรับมูลค่าก่อนอ่านขั้นตอนการคำนวณด้านล่าง

รับชมบน YouTube
ภาพตัวอย่างวิดีโอแนะนำสูตร CARE ด้วยอินโฟกราฟิก02
บำนาญต่อเดือน=
อัตราเงินบำนาญ20% + 0.125% ต่อเดือนที่เกิน 180 เดือน
×
ฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณบำนาญค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนที่นำส่งเงินสมทบ ปรับมูลค่าเป็นระดับค่าจ้างใกล้วันที่เกิดสิทธิ
1. อัตราเงินบำนาญ20% + [จำนวนเดือนที่เกิน 180 × 0.125%]

เริ่มที่ 20% เมื่อส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน และเพิ่มขึ้นทุกเดือนหลังจากนั้น

2. ฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณบำนาญค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนที่นำส่งเงินสมทบ หลังปรับมูลค่า

การปรับมูลค่าทำให้ค่าจ้างในอดีตเทียบกับระดับค่าจ้างใกล้วันที่เกิดสิทธิได้อย่างเหมาะสม

วิธีปรับเพิ่มมูลค่า · 4 ขั้นตอน

เปลี่ยนค่าจ้างแต่ละเดือนเป็น “คะแนน” แล้วแปลงกลับเป็นค่าจ้างใกล้วันเกิดสิทธิ

คิดตามลำดับจากซ้ายไปขวา: รู้ค่าอ้างอิง → หาคะแนนรายเดือน → เฉลี่ยคะแนน → แปลงกลับเป็นฐานค่าจ้าง

ภาพเดือนที่ส่งเงินสมทบสะสมเป็นคะแนนและได้รับการคุ้มครองตลอดช่วงการทำงาน
ภาพช่วยจำทุกเดือนที่ส่งสะสมเป็นคะแนน และนำไปปรับมูลค่าเมื่อเกิดสิทธิเหรียญในภาพใช้แทน “คะแนนบำนาญ” เพื่อช่วยอธิบายเท่านั้น ไม่ใช่เงินที่จ่ายทันที
01รู้ค่า RE02คิดคะแนน03เฉลี่ยคะแนน04แปลงเป็นฐานค่าจ้าง
01
REFERENCE EARNINGS

รู้ค่า RE ของเดือนนั้น

RE เดือนนั้น= ค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตน ม.33 จากข้อมูล 2 เดือนก่อนหน้า

RE คือค่าจ้างอ้างอิงที่กำหนดให้แต่ละเดือน ใช้เปรียบเทียบว่าค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับระบบ

การใช้ข้อมูล 2 เดือนก่อนหน้าช่วยให้ใช้หลักเดียวกันอย่างต่อเนื่องและลดผลจากการรายงานค่าจ้างล่าช้า
02
MONTHLY POINT

คิดคะแนนของแต่ละเดือน

ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบRE ที่กำหนดให้เดือนนั้น
1.00 เท่าค่าอ้างอิง> 1 สูงกว่าค่าอ้างอิง< 1 ต่ำกว่าค่าอ้างอิง

เดือนที่ค่าจ้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับ RE จะสะสมคะแนนมากกว่า โดยใช้กติกาเดียวกันในทุกเดือน

03
AVERAGE POINT

เฉลี่ยคะแนนตลอดช่วงที่ส่ง

ผลรวมคะแนนทุกเดือนจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบ

นำคะแนนของทุกเดือนที่มีการส่งเงินสมทบมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนเดือนดังกล่าว จึงไม่ได้ดูเฉพาะค่าจ้างช่วงท้าย

ผลลัพธ์ของขั้นนี้คือ “คะแนนบำนาญเฉลี่ย” ของแต่ละคน
04
PENSIONABLE SALARY

แปลงคะแนนกลับเป็นฐานค่าจ้าง

ฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญ= คะแนนเฉลี่ย × RE เฉลี่ย 60 เดือนก่อนเกิดสิทธิ

คะแนนที่สะสมไว้จึงถูกแปลงเป็นระดับค่าจ้างใกล้วันที่เริ่มมีสิทธิรับบำนาญ ช่วยรักษามูลค่าของค่าจ้างในอดีต

มีเพดาน: ผลที่ได้ต้องไม่เกินเพดานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกิดสิทธิ

เพดานนี้ไม่ใช่ข้อจำกัดที่เพิ่งเพิ่มขึ้นในสูตร CARE

สูตรเดิมนำค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายมาเฉลี่ย โดยค่าจ้างของแต่ละเดือนต้องไม่เกินเพดานค่าจ้างที่ใช้ในเดือนนั้น หากเพดานเปลี่ยนแปลงภายในช่วง 60 เดือน ฐานค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดจึงเป็นค่าเฉลี่ยของเพดานทั้ง 60 เดือน ไม่ใช่เพดานของเดือนสุดท้ายเพียงเดือนเดียว

สูตร CARE ใช้หลักเดียวกัน โดยฐานค่าจ้างที่แปลงกลับจากคะแนนบำนาญแล้ว ต้องไม่เกินเพดานค่าจ้างเฉลี่ยในช่วง 60 เดือนก่อนเกิดสิทธิ

ตัวอย่าง · ส่งเงินสมทบต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2569
53 เดือนเพดานเดือนละ 15,000 บาท
7 เดือนเพดานเดือนละ 17,500 บาท
[(53 × 15,000) + (7 × 17,500)] ÷ 60= 15,291.67 บาท

ฐานค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดในตัวอย่างนี้จึงเท่ากับประมาณ 15,292 บาท ไม่ใช่ 17,500 บาททั้ง 60 เดือน หลักการนี้มีอยู่แล้วในสูตรเดิม และยังคงใช้กับสูตร CARE เพื่อให้สอดคล้องกับเพดานค่าจ้างที่ใช้จริงในแต่ละช่วงเวลา

ที่มาของ RE และข้อยกเว้นช่วงเริ่มระบบ

หลักทั่วไป: RE ของแต่ละเดือนอ้างอิงสถิติค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตน ม.33 จาก 2 เดือนก่อนหน้า

ช่วงเริ่มระบบ: ธ.ค. 2541 กำหนดค่าจ้างและ RE ของผู้ที่ส่งเงินสมทบไว้ที่ 1,650 บาท จึงได้ 1 คะแนน ส่วน ก.พ. 2542 ใช้ค่าเฉลี่ย RE ของเดือน ม.ค. และ มี.ค. 2542 เพื่อลดผลจากข้อยกเว้นดังกล่าว

ข้อมูลที่ใช้: ถึง ก.ค. 2569 เป็นข้อมูลระบบ หลังจากนั้นเป็นค่าประมาณการของเว็บไซต์ โดยดูรายละเอียดได้ใน “ก่อนใช้ผลประมาณการ” ของเครื่องคำนวณ

ดูตัวอย่างและคำอธิบายเพิ่มเติมตัวอย่างคะแนน · ค่า 1 คะแนน · เหตุผลที่เฉลี่ย 60 เดือน · เพดานค่าจ้าง
ตัวอย่างคะแนนรายเดือนค่าจ้าง 12,000 ÷ RE 10,000 = 1.20 คะแนน

หากอีกเดือนค่าจ้าง 8,000 บาท และ RE เท่ากับ 10,000 บาท จะได้ 0.80 คะแนน จากนั้นจึงนำคะแนนทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบมาเฉลี่ย

1 คะแนน ได้ฐานค่าจ้างเท่าไร

1 คะแนน = ค่าเฉลี่ย RE 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกิดสิทธิ

เฉลี่ยตั้งแต่ 60 เดือนก่อนเดือนที่เกิดสิทธิถึงเดือนสุดท้ายก่อนเกิดสิทธิ คนที่เกิดสิทธิในเวลาเดียวกันจึงใช้ค่าเดียวกัน แม้บางคนหยุดส่งเงินสมทบก่อนอายุ 55 ปี

ทำไมต้องเฉลี่ย 60 เดือน

ลดความผันผวน และเชื่อมโยงกับสูตรเดิม

การเฉลี่ย 60 เดือนช่วยลดความผันผวนของข้อมูลรายเดือน และทำให้ระดับค่าจ้างอ้างอิงของระบบโดยรวมสอดคล้องกับโครงสร้างสูตรเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายรายคน แต่ไม่ได้หมายความว่าบำนาญของทุกคนจะเท่าเดิม

ฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญสูงสุดใหม่

เฉลี่ยเพดานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกิดสิทธิ

ค่านี้จะทยอยเพิ่มขึ้นตามเพดานค่าจ้างมาตรา 33 ในแต่ละช่วง ไม่ได้เพิ่มเป็นเพดานใหม่เต็มจำนวนทันที เพราะต้องเฉลี่ยย้อนหลัง 60 เดือน

1 ม.ค. 256917,500 บาท1 ม.ค. 257220,000 บาท1 ม.ค. 257523,000 บาท
ดูกติกาการนับค่าจ้างและเดือนส่งเงินสมทบโดยละเอียด

นับเฉพาะงวดที่มีค่าจ้างตามกฎหมายประกันสังคม ทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 รวมถึงงวดที่เป็นหนี้ประเมิน และไม่นำงวดที่ไม่มีการรายงานค่าจ้างมาคำนวณคะแนนเฉลี่ย

หากเดือนใดมีนายจ้างหลายราย หรือมีเงินสมทบทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 ให้นำค่าจ้างมารวมกันก่อน ปรับไม่ให้เกินเพดานค่าจ้าง และนับเป็นการส่งเงินสมทบหนึ่งเดือน

ค่าจ้างที่เทียบเท่ากับ 1 คะแนนและฐานค่าจ้างคำนวณบำนาญสูงสุดใหม่ ใช้ค่าตามวันที่เกิดสิทธิ ไม่ใช่วันที่มายื่นขอรับสิทธิ โดยค่าจ้างที่เทียบเท่ากับ 1 คะแนนในแต่ละเดือนต้องไม่ต่ำกว่าค่าของเดือนก่อนหน้า

04
ดูแลสิทธิระหว่างเปลี่ยนผ่านค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วน CARE พร้อมคุ้มครองสิทธิที่สะสมไว้
การเปลี่ยนผ่านสู่ CARE

เพิ่มสิทธิและคุ้มครองงวดที่ส่งมาแล้ว

กติกาเปลี่ยนผ่านดูแลทั้งผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วก่อน CARE มีผลบังคับใช้ และผู้ที่เริ่มมีสิทธิรับบำนาญในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โดยเปรียบเทียบผลคำนวณและคุ้มครองจำนวนที่สูงกว่า

สมมติฐานที่ใช้ในเว็บไซต์สมมติให้ CARE เริ่มมีผลเดือนกันยายน 2570

การแบ่งช่วงก่อน CARE ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี และช่วง CARE 100% ในเว็บไซต์นี้นับจากเดือนดังกล่าว เพื่อใช้ในการอธิบายและประมาณการเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดการเริ่มใช้ที่ประกาศอย่างเป็นทางการ

ภาพผู้ประกันตนเดินขึ้นขั้นการเปลี่ยนผ่าน 5 ระยะ โดยมีโล่คุ้มครองสิทธิที่สะสมไว้
ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านสิทธิเดิมได้รับการคุ้มครอง ขณะที่สัดส่วน CARE เพิ่มขึ้นทีละ 20%เหรียญและเอกสารในภาพใช้แทนสิทธิที่สะสมเพื่อช่วยอธิบายเท่านั้น ไม่ใช่บัญชีเงินรายบุคคล
ก่อนช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วก่อน CARE มีผลบังคับใช้

นำบำนาญเดิมที่ได้รับอยู่มาเปรียบเทียบกับบำนาญที่คำนวณใหม่ด้วย CARE 100% แล้วเลือกใช้จำนวนที่สูงกว่า

บำนาญเดิมที่ได้รับอยู่สูตรเดิม 100%
เปรียบเทียบกับ
คำนวณใหม่CARE 100%
บำนาญหลังเปรียบเทียบใช้จำนวนที่สูงกว่า

ผลที่ได้รับ: หาก CARE ให้บำนาญสูงกว่า จะปรับเพิ่มเป็นจำนวนตาม CARE แต่หากบำนาญเดิมสูงกว่า จะคงจำนวนเดิมไว้ จึงไม่มีการปรับลดบำนาญที่ได้รับอยู่

ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ผู้ที่เริ่มมีสิทธิรับบำนาญหลัง CARE มีผลบังคับใช้

คำนวณ CARE ควบคู่กับสูตรผสมซึ่งรักษาน้ำหนักของงวดที่ส่งเงินสมทบมาแล้วก่อน CARE แล้วเลือกจำนวนที่สูงกว่า

บำนาญสูตรผสม(สัดส่วนงวดก่อน CARE × บำนาญสูตรเดิม)
+ (สัดส่วนงวดหลัง CARE × บำนาญ CARE)
แล้วเลือก
บำนาญที่ได้รับจำนวนที่สูงกว่าระหว่าง CARE กับสูตรผสม
ภาพการคุ้มครองตลอด 5 ปี

CARE เพิ่มขึ้นปีละ 20% ขณะที่งวดก่อน CARE ยังคงได้รับการคุ้มครอง

สูตรเดิม · งวดก่อน CARECARE · งวดหลัง CARE
เกิดสิทธิปีที่ 1ก.ย. 2570–ส.ค. 2571
งวดก่อน CARE 60 จาก 60 เดือน
20%20%20%20%20%
100% สูตรเดิม+0% CARE
เกิดสิทธิปีที่ 2ก.ย. 2571–ส.ค. 2572
งวดก่อน CARE 48 จาก 60 เดือน
20%20%20%20%20%
80% สูตรเดิม+20% CARE
เกิดสิทธิปีที่ 3ก.ย. 2572–ส.ค. 2573
งวดก่อน CARE 36 จาก 60 เดือน
20%20%20%20%20%
60% สูตรเดิม+40% CARE
เกิดสิทธิปีที่ 4ก.ย. 2573–ส.ค. 2574
งวดก่อน CARE 24 จาก 60 เดือน
20%20%20%20%20%
40% สูตรเดิม+60% CARE
เกิดสิทธิปีที่ 5ก.ย. 2574–ส.ค. 2575
งวดก่อน CARE 12 จาก 60 เดือน
20%20%20%20%20%
20% สูตรเดิม+80% CARE
ตั้งแต่ ก.ย. 2575 · หลังช่วงเปลี่ยนผ่านใช้ CARE 100%

ตัวอย่างผู้เกิดสิทธิปีที่ 2: สูตรผสม = 80% × บำนาญสูตรเดิม + 20% × บำนาญ CARE โดยถ่วงน้ำหนัก “ผลบำนาญ” ไม่ใช่ถ่วงน้ำหนักค่าจ้าง จากนั้นเปรียบเทียบกับบำนาญ CARE และเลือกจำนวนที่สูงกว่า

แล้ว “การชดเชยส่วนต่าง” คืออะไร?

“สูตรผสม” และ “การชดเชยส่วนต่าง” เป็นสองวิธีอธิบายการคำนวณเดียวกัน และให้จำนวนเงินเท่ากัน

ตัวอย่างผู้เกิดสิทธิในปีที่ 2
หาก CARE สูงกว่าสูตรเดิมใช้ CARE 100%
หากสูตรเดิมสูงกว่า CAREใช้สูตรผสม 80% สูตรเดิม + 20% CARE
(80% × สูตรเดิม) + (20% × CARE)=CARE + [80% × (สูตรเดิม − CARE)]

สมการด้านขวาคือการอธิบายแบบ “ชดเชยส่วนต่าง” ส่วนสูตรผสมช่วยอธิบายที่มาของหลักเกณฑ์ว่า งวดที่ส่งมาแล้วก่อน CARE ยังคงได้รับการคุ้มครองตามสัดส่วนในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ผลสุดท้ายที่ได้รับ
จำนวนที่เลือกแล้ว คือบำนาญที่ได้รับทุกเดือนตลอดชีวิต

ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีใช้กำหนดวิธีคำนวณสำหรับผู้ที่เริ่มมีสิทธิในแต่ละช่วง ไม่ใช่ระยะเวลาที่จ่ายบำนาญ เมื่อคำนวณ CARE และสูตรผสมแล้วเลือกจำนวนที่สูงกว่า จำนวนดังกล่าวจะเป็นบำนาญรายเดือนที่ได้รับตลอดชีวิต

05
ทดลองกับข้อมูลของคุณกรอกค่าจ้าง ดูรูปแบบตลอดอาชีพ และเปรียบเทียบผลประมาณการ
เครื่องคำนวณจากข้อมูลระบบและสมมติฐานสูตร CARE

กรอกประวัติ เลือกวันเกิดสิทธิ และเปรียบเทียบ 3 กรณี

กรอกฐานค่าจ้างหรือเงินสมทบที่จ่ายถึง ก.ค. 2569 แล้วเลือกเดือนเกิดสิทธิได้ทั้งในอดีตและอนาคต สำหรับวันเกิดสิทธิในอนาคต ระบบจะประมาณการค่าจ้างต่ออีก 3 รูปแบบ

ผลเป็นเพียงประมาณการ ไม่สามารถใช้รับรองสิทธิ

ผลประมาณการขึ้นอยู่กับข้อมูลค่าจ้าง สมมติฐานค่าจ้างในอนาคต ความครบถ้วนของประวัติการส่งเงินสมทบ และค่าเฉลี่ยระบบที่ประกาศอย่างเป็นทางการ จึงใช้เพื่ออธิบายและเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับรองสิทธิหรือยืนยันบำนาญที่จะได้รับจริงได้

ภาพผู้ใช้หลายวัยร่วมกันดูผลคำนวณบำนาญบนแท็บเล็ต
ลองได้อย่างสบายใจข้อมูลคำนวณอยู่บนอุปกรณ์นี้เท่านั้นลองปรับข้อมูลและวันเกิดสิทธิ แล้วดูผลเปรียบเทียบได้ทันที โดยระบบไม่ส่งข้อมูลค่าจ้างหรือเงินสมทบออกจากอุปกรณ์
ขั้นที่ 1 · เลือกเดือนแรกที่คาดว่าจะรับบำนาญ

คาดว่าจะเริ่มรับบำนาญเมื่อไร?

เลือกเดือนแรกที่คาดว่าจะเริ่มรับบำนาญ เพื่อให้เว็บไซต์ประมาณการค่าจ้างและสิทธิไปจนถึงเดือนนั้น

ไม่แน่ใจ ควรกรอกอย่างไร?

โดยทั่วไป สิทธิรับบำนาญเกิดเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง มีอายุอย่างน้อย 55 ปี และส่งเงินสมทบกรณีชราภาพครบอย่างน้อย 180 เดือน ให้เลือกเดือนแรกที่คาดว่าจะเริ่มมีสิทธิรับบำนาญ หากรับบำนาญอยู่แล้ว ให้เลือกเดือนที่เริ่มมีสิทธิจริง

กำลังคำนวณถึง ก.ค. 2574
ขั้นที่ 2 · ใส่ข้อมูลการส่งเงินสมทบ

กรอกค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ

เลือกวิธีที่สะดวก
กรอกฐานค่าจ้างโดยตรง หรือเลือกข้อมูลตัวอย่างแล้วปรับแต่ละเดือนให้ใกล้เคียงกับประวัติของคุณ ช่องว่างหรือ 0 หมายถึงไม่มีการส่งเงินสมทบ

ข้อมูลของฉัน — เริ่มจากช่องว่าง
เลือกตัวอย่างด่วนเลือกดูทีละแบบ แล้วกดโหลดเมื่อต้องการแทนค่าจ้างที่กรอกอยู่
ค่าจ้างเพิ่มขึ้นตัวอย่างปัจจุบัน: ค่าจ้างเพิ่มสม่ำเสมอ
ภาพรวมค่าจ้างที่นำมาคำนวณ

รูปแบบค่าจ้างตลอดช่วงการทำงาน

แสดงค่าจ้างรายเดือนหลังปรับไม่ให้เกินเพดานค่าจ้างของเดือนนั้น และอัปเดตทันทีเมื่อแก้ไขข้อมูล

ค่าจ้างหลังใช้เพดาน
เพดานค่าจ้างตามกฎหมาย
ช่วงที่เส้นลงถึง 0 หมายถึงไม่มีการส่งเงินสมทบ
เดือนที่ส่ง0 เดือน
ค่าจ้างต่ำสุดที่นำส่ง0 บาท
ค่าจ้างล่าสุด0 บาท
ค่าจ้างสูงสุด0 บาท
ดูภาพค่าจ้างที่เว็บไซต์สมมติในอนาคตเปรียบเทียบเส้นทางค่าจ้าง 3 รูปแบบถึง ก.ค. 2574

เส้นประทั้งสามเป็นเพียงสมมติฐานสำหรับทดลองคำนวณ ไม่ใช่การคาดการณ์ค่าจ้างจริง

เลือกวิธีกรอกข้อมูล
กรอกจำนวนค่าจ้างก่อน แล้วจึงกด “เติมทั้งปี”
คำนวณบนอุปกรณ์นี้เท่านั้น ไม่มีการส่งข้อมูลค่าจ้างหรือเงินสมทบออกจากอุปกรณ์
ช่วงข้อมูลจริงและช่วงประมาณการ

สิทธิสะสม ณ ส.ค. 2569 ใช้ข้อมูลค่าจ้างและค่า RE ถึง ก.ค. 2569 หากเลือกวันเกิดสิทธิในอดีต ระบบจะตัดค่าจ้างตั้งแต่เดือนเกิดสิทธิออก หากเลือกอนาคต จะเริ่มสมมติค่าจ้างและใช้ค่า RE ประมาณการตั้งแต่ ส.ค. 2569 ถึงเดือนก่อนเกิดสิทธิ โดยเลือกประมาณการได้ถึงเดือน ธ.ค. 2600

ขั้นที่ 3 · ดูผลจากงวดที่ส่งมาแล้ว

สิทธิที่สะสมถึงวันนี้

ยังไม่ใช่บำนาญที่จะได้รับเมื่อเกิดสิทธิ

อัปเดตทันที
ส่งเงินสมทบยังไม่ครบ 180 เดือนบำเหน็จชราภาพสะสม ณ ส.ค. 2569฿0เงินก้อนโดยประมาณ

ใช้ข้อมูลเงินสมทบถึง ก.ค. 2569 รวมเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งสองฝ่ายและผลตอบแทนสะสม

เงินสมทบกรณีชราภาพ
฿0
ผลตอบแทนสะสม
฿0
บำเหน็จรวมโดยประมาณ
฿0
ดูผลเมื่อถึงเดือนเกิดสิทธิ
ขั้นที่ 4 · ดูผลประมาณการ ณ ก.ค. 2574

ส่งเงินสมทบต่ออีก 59 เดือน

เปรียบเทียบค่าจ้างอนาคต 3 รูปแบบ และเลือกจำนวนที่สูงกว่าระหว่าง CARE กับสูตรผสมตามกติกาช่วงเปลี่ยนผ่าน

ผลอนาคตใช้สมมติฐาน RE และเพดานค่าจ้างของเว็บไซต์

ใช้เพื่อทดลองประมาณการ

เว็บไซต์เปรียบเทียบค่าจ้างอนาคต 3 รูปแบบ และใช้สมมติฐานค่า RE กับเพดานค่าจ้างเพื่อคำนวณถึงวันที่เลือก ค่า RE ตั้งแต่ ส.ค. 2569 และเพดานหลังปี 2575 เป็นสมมติฐานของเว็บไซต์ ไม่ใช่ข้อมูลหรือประกาศอย่างเป็นทางการ ดูอัตราที่ใช้ทั้งหมดได้ใน “ก่อนใช้ผลประมาณการ” ด้านล่าง

กรณีที่ 1 · ค่าจ้างลดลง 50%

ยังไม่มีค่าจ้างที่ทราบ จึงใช้ค่าจ้างประมาณการ 0 บาท

ส่งเงินสมทบ 0 เดือน จึงได้รับบำเหน็จชราภาพ฿0เงินก้อนโดยประมาณ — รวมเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งสองฝ่ายและผลตอบแทน
เงินสมทบกรณีชราภาพ
฿0
ผลตอบแทนสะสม
฿0
บำเหน็จรวมโดยประมาณ
฿0
ดูรายละเอียดและสมมติฐาน

เงินสมทบกรณีชราภาพ ฿0 · ผลตอบแทนสะสม ฿0

เงินสมทบแต่ละเดือนได้รับผลตอบแทนเต็มเดือนในเดือนถัดไปซึ่งเป็นเดือนที่ชำระ โดยข้อมูลเงินสมทบถึง ก.ค. 2569 ใช้อัตราทางการถึง ส.ค. 2569 ส่วนเดือนในอนาคตใช้สมมติฐานผลตอบแทน 5% ต่อปีแบบทบรายเดือน

กรณีที่ 2 · ค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างล่าสุดที่มีการส่งเงินสมทบ

ยังไม่มีค่าจ้างที่ทราบ จึงใช้ค่าจ้างประมาณการ 0 บาท

ส่งเงินสมทบ 0 เดือน จึงได้รับบำเหน็จชราภาพ฿0เงินก้อนโดยประมาณ — รวมเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งสองฝ่ายและผลตอบแทน
เงินสมทบกรณีชราภาพ
฿0
ผลตอบแทนสะสม
฿0
บำเหน็จรวมโดยประมาณ
฿0
ดูรายละเอียดและสมมติฐาน

เงินสมทบกรณีชราภาพ ฿0 · ผลตอบแทนสะสม ฿0

เงินสมทบแต่ละเดือนได้รับผลตอบแทนเต็มเดือนในเดือนถัดไปซึ่งเป็นเดือนที่ชำระ โดยข้อมูลเงินสมทบถึง ก.ค. 2569 ใช้อัตราทางการถึง ส.ค. 2569 ส่วนเดือนในอนาคตใช้สมมติฐานผลตอบแทน 5% ต่อปีแบบทบรายเดือน

กรณีที่ 3 · ค่าจ้างเต็มเพดาน

ตั้งแต่ ส.ค. 2569 ถึงเดือนก่อนเกิดสิทธิ ส่งตามเพดานค่าจ้างในแต่ละช่วง: 17,500 บาท, 20,000 บาท และ 23,000 บาท

ส่งเงินสมทบ 59 เดือน จึงได้รับบำเหน็จชราภาพ฿74,950เงินก้อนโดยประมาณ — รวมเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งสองฝ่ายและผลตอบแทน
เงินสมทบกรณีชราภาพ
฿66,450
ผลตอบแทนสะสม
฿8,500
บำเหน็จรวมโดยประมาณ
฿74,950
ดูรายละเอียดและสมมติฐาน

เงินสมทบกรณีชราภาพ ฿66,450 · ผลตอบแทนสะสม ฿8,500

เงินสมทบแต่ละเดือนได้รับผลตอบแทนเต็มเดือนในเดือนถัดไปซึ่งเป็นเดือนที่ชำระ โดยข้อมูลเงินสมทบถึง ก.ค. 2569 ใช้อัตราทางการถึง ส.ค. 2569 ส่วนเดือนในอนาคตใช้สมมติฐานผลตอบแทน 5% ต่อปีแบบทบรายเดือน

ก่อนใช้ผลประมาณการ

เว็บไซต์สมมติให้สูตร CARE เริ่มมีผลในเดือนกันยายน 2570 และนับช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีจากเดือนนั้น สมมติฐานนี้ใช้เพื่อการอธิบายและประมาณการเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดการอย่างเป็นทางการ

ค่า RE: ข้อมูลถึง ก.ค. 2569 อ้างอิงข้อมูลระบบของสำนักงานประกันสังคม ตั้งแต่ ส.ค. 2569 ถึง ธ.ค. 2600 สมมติให้เพิ่มจากเดือนก่อนในอัตราเทียบเท่า 4% ต่อปี หรือคูณด้วย 1.041/12 ต่อเดือน

เพดานค่าจ้าง: ใช้ 17,500 บาทตั้งแต่ ม.ค. 2569, 20,000 บาทตั้งแต่ ม.ค. 2572 และ 23,000 บาทตั้งแต่ ม.ค. 2575 จากนั้นเว็บไซต์สมมติให้เพดานเพิ่ม 4% ทุกเดือนมกราคมตั้งแต่ปี 2578 ถึง 2600 เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของประมาณการระยะยาว ทั้งนี้ การปรับหลังปี 2575 ไม่ใช่เพดานที่กฎหมายกำหนดหรือประกาศคาดการณ์อย่างเป็นทางการ

ผลตอบแทนบำเหน็จ: เงินสมทบของแต่ละเดือนมีกำหนดชำระในเดือนถัดไปและได้รับผลตอบแทนของเดือนที่ชำระเต็มเดือน เช่น เงินสมทบ ก.ค. 2569 เมื่อชำระใน ส.ค. 2569 จะได้รับผลตอบแทนของ ส.ค. เต็มเดือน ข้อมูลเงินสมทบถึง ก.ค. 2569 จึงใช้อัตรารายเดือนทางการถึง ส.ค. 2569 โดยเริ่มนำเงินต้นและผลตอบแทนทั้งหมดมาทบรวมกันตั้งแต่ปี 2552 ส่วนช่วงก่อนปี 2552 คำนวณตามกติกาเดิมที่ยังไม่นำผลตอบแทนสะสมมาทบต่อ สำหรับเดือนในอนาคตใช้สมมติฐาน 5% ต่อปีแบบทบรายเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับสมมติฐานระยะยาวของกรณีชราภาพและอัตราคิดลดหนี้สินบำนาญในงบการเงิน อัตราจริงที่ประกาศในอนาคตอาจต่างออกไป

มูลค่าเงิน: ผลประมาณการเป็นจำนวนเงินบาทตามระดับค่าจ้างในปีที่เกิดสิทธิ ไม่ได้ปรับกลับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบัน และไม่ควรใช้รับรองสิทธิจริง

กรณีพิเศษและเงื่อนไขเพิ่มเติมคำถามเฉพาะกรณีเกี่ยวกับการเกิดสิทธิ การกลับมาเป็นผู้ประกันตน และการเสียชีวิต
เกิดสิทธิก่อน CARE แต่ยื่นภายหลัง คำนวณอย่างไร

งวดที่มีสิทธิก่อน CARE มีผลบังคับใช้จะคำนวณและจ่ายตามสูตรเดิม ส่วนงวดตั้งแต่เดือนที่ CARE มีผลบังคับใช้ จะเปรียบเทียบบำนาญเดิมกับบำนาญที่คำนวณใหม่ด้วย CARE 100% และใช้จำนวนที่สูงกว่า ดังนั้น การจ่ายเงินครั้งแรกอาจรวมเงินบำนาญย้อนหลังสองช่วงตามเดือนที่มีสิทธิจริง

กลับมาเป็นผู้ประกันตนแล้วคำนวณใหม่อย่างไร

กรณีปกติ เมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและมีสิทธิรับบำนาญอีกครั้ง จะเพิ่มอัตราเงินบำนาญตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบเพิ่มเติม คำนวณฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณบำนาญใหม่ แล้วเลือกฐานที่มากกว่าระหว่างฐานใหม่กับฐานที่ใช้คำนวณครั้งก่อน จากนั้นนำอัตราเงินบำนาญใหม่คูณฐานที่เลือก กรณีพิเศษ หากครั้งแรกได้รับบำนาญจากสูตรผสม สูตรผสมไม่มีฐานค่าจ้างเพียงค่าเดียว จึงกำหนดฐานเดิมเทียบเท่าโดยนำจำนวนบำนาญตามสูตรที่เลือกจ่ายครั้งแรกหารด้วยอัตราเงินบำนาญ CARE ณ ครั้งแรก แล้วใช้ฐานเทียบเท่านี้เป็นฐานเดิมสำหรับเปรียบเทียบกับฐานที่คำนวณใหม่

กรณีเสียชีวิตก่อนหรือหลังรับบำนาญ

กรณีเสียชีวิตหลังเริ่มรับบำนาญ หากผู้รับบำนาญเสียชีวิตภายใน 60 เดือนนับจากเดือนที่เริ่มมีสิทธิรับบำนาญ ทายาทหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายจะได้รับเงินสำหรับจำนวนเดือนที่เหลือจนครบ 60 เดือน โดยจ่ายรวมล่วงหน้าเป็นเงินก้อน ส่วนกรณีเสียชีวิตก่อนเริ่มรับบำนาญ หรือมีสิทธิชราภาพโดยส่งเงินสมทบน้อยกว่า 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จชราภาพก้อนเดียว ประกอบด้วยเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด โดยในเดือนที่ไม่ได้ลดอัตราเงินสมทบ ส่วนที่จัดสรรเข้ากรณีชราภาพคือผู้ประกันตน 3% และนายจ้าง 3% ของค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบ

ขั้นที่ 5 · ดูการปรับมูลค่าค่าจ้าง

ค่าจ้างแต่ละปีสะสมเป็นคะแนนอย่างไร

ระบบคำนวณคะแนนแยกเป็นรายเดือนก่อน แล้วจึงรวมเป็นรายปีเพื่อให้อ่านง่าย ตารางนี้เปลี่ยนตามค่าจ้างที่กรอกด้านบนทันที

ค่า RE ในตารางคำนวณจากสถิติค่าจ้างทางการของสำนักงานประกันสังคม

ค่า RE ถึง ก.ค. 2569 คำนวณและตรวจสอบจากข้อมูลระบบ สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและประมาณการผลบนเว็บไซต์ได้ ค่า RE ที่ประกาศใช้จริงคาดว่าจะสอดคล้องหรือใกล้เคียงกับตารางนี้ ทั้งนี้ เมื่อสูตร CARE มีผล สำนักงานประกันสังคมจะประมวลผลและตรวจสอบอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบค่าจ้างที่นำมาคิด ÷ RE ที่กำหนดให้เดือนนั้น = คะแนนเดือนนั้น
เมื่อรวมถึงปีที่เลือกคะแนนสะสม ÷ เดือนสะสม = คะแนนเฉลี่ยสะสม
เมื่อแปลงกลับเป็นค่าจ้างคะแนนเฉลี่ย × ค่า 1 คะแนนใกล้วันเกิดสิทธิ

ไม่มีเดือนที่นำส่งเงินสมทบในปีนี้

ค่าจ้างที่นำมาคิดเฉลี่ยเฉพาะเดือนที่ส่งเงินสมทบ
RE เฉลี่ยของเดือนที่ส่งถึง ก.ค. 2569 อ้างอิงข้อมูลระบบ
คะแนนเฉลี่ยของปียังไม่มีคะแนน
คะแนนสะสมถึงปีนี้0คะแนนเฉลี่ยสะสม 0 จาก 0 เดือน
ตารางที่ 1 · รายละเอียดรายเดือน พ.ศ. 2569
เดือนค่าจ้างที่กรอกค่าจ้างที่นำมาคิดREคะแนนเดือนนี้
ม.ค.฿12,353
ก.พ.฿12,407
มี.ค.฿13,348
เม.ย.฿13,309
พ.ค.฿13,319
มิ.ย.฿13,367
ก.ค.฿13,406
รวมคะแนนของปี0
ตัวอย่างการแปลงคะแนน ณ ก.ค. 2569

0 คะแนน ÷ 0 เดือน = 0 คะแนนเฉลี่ย

คะแนนเฉลี่ย 0 × ค่า 1 คะแนน ฿12,030 = ฿0 ก่อนใช้เพดาน

ฐานค่าจ้างหลังใช้เพดานในตัวอย่าง฿0ไม่เกินเพดานเฉลี่ย 60 เดือน ฿15,250
ตารางที่ 2 · คะแนนสะสมทุกปีกดปีในตารางเพื่อดูรายละเอียดรายเดือนด้านบน
คะแนนจากค่าจ้างที่กรอกและค่า RE ซึ่งอ้างอิงข้อมูลระบบถึง ก.ค. 2569
พ.ศ.เดือนที่ส่งค่าจ้างที่นำมาคิดเฉลี่ยRE เฉลี่ยคะแนนปีนี้คะแนนสะสมคะแนนเฉลี่ยสะสม
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0
0

วิธีอ่าน: คะแนนของแต่ละเดือนนำมารวมเป็น “คะแนนสะสม” แต่ก่อนแปลงกลับเป็นฐานค่าจ้างต้องหารด้วยจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบเพื่อหา “คะแนนเฉลี่ยสะสม” จึงไม่ได้นำค่าจ้างที่ปรับแล้วของแต่ละปีมาบวกกันโดยตรง การรวมรายปีในตารางมีไว้เพื่ออธิบายเท่านั้น ไม่เปลี่ยนวิธีคำนวณรายเดือนตามสูตร

วิดีโอ 03 · สนทนาเจาะลึก

ต่อยอดความเข้าใจ CARE ในรายละเอียด

เมื่ออ่านหลักการ ตัวอย่าง และวิธีคำนวณแล้ว สามารถรับชมการสนทนาเชิงลึกเกี่ยวกับแนวคิดของสูตรและประเด็นสำคัญเพิ่มเติม

รับชมบน YouTube
ภาพตัวอย่างวิดีโอสนทนาเจาะลึกสูตร CARE03
06
คำถามที่เราได้รับจากผู้ประกันตนเลือกดูเฉพาะเรื่องที่คุณกังวลหรืออยากตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย

ข้อสงสัยเกี่ยวกับ CARE

CARE คืออะไร

CARE ย่อมาจาก Career Average Revalued Earnings หมายถึง การคำนวณบำนาญจากค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบตลอดช่วงการทำงาน โดยปรับค่าจ้างในอดีตให้เทียบกับระดับค่าจ้างใกล้วันที่เกิดสิทธิ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะค่าจ้างช่วงท้าย

การปรับมูลค่าทำผ่าน คะแนนบำนาญ (Pension Point)

  1. นำค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบในแต่ละเดือน เปรียบเทียบกับ RE ที่กำหนดให้เดือนนั้น ซึ่งอ้างอิงข้อมูลระบบก่อนหน้า 2 เดือน เพื่อคำนวณคะแนนของเดือนนั้น
  2. นำคะแนนทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบมาเฉลี่ยตลอดช่วงการทำงาน
  3. แปลงคะแนนเฉลี่ยกลับเป็นฐานค่าจ้างใกล้วันที่เกิดสิทธิ โดยใช้ RE เฉลี่ยในช่วง 60 เดือนก่อนเกิดสิทธิ

วิธีนี้ทำให้ค่าจ้างแต่ละเดือนถูกพิจารณาตามระดับค่าจ้างในช่วงเวลานั้น ค่าจ้างที่เคยส่งไว้จึงไม่ถูกลืม และทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบมีความหมายต่อบำนาญ

ดูสูตรและวิธีปรับมูลค่าโดยละเอียด
CARE เพิ่มบำนาญให้มาตรา 39 โดยลดบำนาญของมาตรา 33 จริงหรือไม่

ไม่จริง CARE ไม่ได้นำสิทธิหรือเงินบำนาญของผู้ประกันตนมาตรา 33 ไปแบ่งให้มาตรา 39 แต่ใช้กติกาคะแนนเดียวกันกับค่าจ้างทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบ โดยค่าจ้างในอดีตจะถูกปรับมูลค่าด้วยสถิติค่าจ้างของผู้ประกันตนมาตรา 33 ผู้ประกันตนมาตรา 39 หลายกรณีเห็นผลดีขึ้นชัดเจน เพราะสูตรเดิมอาจถูกค่าจ้างฐาน 4,800 บาทในช่วงท้ายดึงค่าเฉลี่ยลง ส่วนผลของผู้ประกันตนมาตรา 33 แต่ละคนยังขึ้นอยู่กับประวัติค่าจ้างและระยะเวลาส่งเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงาน

เมื่อใดจึงเกิดสิทธิบำนาญชราภาพ และเริ่มรับเงินเมื่อไร

ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยเริ่มมีสิทธิตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ครบทั้งสองเงื่อนไข หากส่งเงินสมทบกรณีชราภาพครบอย่างน้อย 180 เดือนจะได้รับบำนาญรายเดือน แต่หากส่งไม่ครบ 180 เดือนจะได้รับบำเหน็จชราภาพเป็นเงินก้อน

ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน บำเหน็จชราภาพคำนวณอย่างไร

หากส่งเงินสมทบ 12–179 เดือน หลักคำนวณเหมือนเดิม คือรวมเงินสมทบกรณีชราภาพทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและนายจ้าง พร้อมผลตอบแทนสะสม ส่วนที่ปรับเพิ่มคือผู้ที่ส่ง 1–11 เดือน เดิมได้รับเฉพาะเงินสมทบฝ่ายผู้ประกันตน แต่สูตรใหม่จะรวมเงินสมทบฝ่ายนายจ้างและผลตอบแทนให้ด้วย อัตราปกติรวมสองฝ่ายเท่ากับ 6% ของฐานค่าจ้าง และสำหรับ ม.39 เท่ากับ 6% ของฐาน 4,800 บาท เดือนที่มีการลดอัตราเงินสมทบจะใช้อัตราที่จัดสรรจริง และรวมอัตราที่เพิ่มเพื่อคำนวณสิทธิบำเหน็จในช่วงที่มีหลักเกณฑ์ประกาศใช้

การลดอัตราเงินสมทบทำให้บำนาญลดลงหรือไม่

ไม่ลดลงจากเหตุที่ลดอัตราเงินสมทบ การคำนวณบำนาญพิจารณาจากฐานค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบและจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบ ไม่ได้พิจารณาจากจำนวนเงินสมทบที่จ่ายจริง ดังนั้น หากมีการลดอัตราเงินสมทบชั่วคราว แต่ฐานค่าจ้างและจำนวนเดือนยังบันทึกตามเดิม สิทธิบำนาญจะไม่ลดลงเพราะการลดอัตราดังกล่าว

หากข้อมูลค่าจ้างในอดีตหายไปหรือไม่ครบถ้วน ต้องทำอย่างไร

สามารถยื่นเรื่องต่อสำนักงานประกันสังคมให้ตรวจสอบได้ ข้อมูลที่หายไปอาจเกิดจากนายจ้างรายงานค่าจ้างไม่ครบถ้วนหรือสาเหตุอื่น สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอน และอาจขอเอกสารหรือหลักฐานประกอบ เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องและให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิครบถ้วนตามข้อเท็จจริง

สูตร CARE จะเริ่มใช้เมื่อไร

ยังไม่ทราบวันที่เริ่มใช้ที่แน่นอน เนื่องจากขึ้นอยู่กับขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย และความพร้อมของการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลและระบบ IT เพื่อให้สามารถคำนวณบำนาญของผู้ประกันตนแต่ละคนได้ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ สำหรับการอธิบายและการประมาณการ เว็บไซต์นี้สมมติให้สูตร CARE เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน 2570 และนับกติกาช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งหมดจากเดือนดังกล่าว ทั้งนี้ กันยายน 2570 เป็นเพียงสมมติฐานของเว็บไซต์ ไม่ใช่กำหนดการเริ่มใช้ที่ประกาศอย่างเป็นทางการ

ใครเป็นผู้พัฒนาสูตร CARE

ทีมคณิตศาสตร์ประกันภัย สำนักงานประกันสังคม เป็นผู้พัฒนารายละเอียดการคำนวณ โดยดัดแปลงจากหลักการของสูตร Career Average Revalued Earnings (CARE) ซึ่งใช้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศสมาชิก OECD จากนั้นได้นำเสนอต่อคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการประกันสังคม และปรับปรุงตามความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจนเป็นสูตร CARE ฉบับปัจจุบัน ก่อนผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคม และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569

สูตร CARE มีใช้ในประเทศใดบ้าง

แต่ละประเทศอาจไม่ได้ใช้ชื่อ CARE และมีรายละเอียดต่างกัน แต่ใช้หลักร่วมกันคือ นำรายได้หลายปีหรือตลอดช่วงการทำงานมาคำนวณ และปรับมูลค่ารายได้ในอดีตก่อนกำหนดบำนาญ ตัวอย่างระบบที่ใช้รายได้ตลอดช่วงการทำงาน ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ส่วนระบบคะแนนบำนาญซึ่งสะสมสิทธิจากรายได้ตลอดการทำงานและแปลงคะแนนเป็นบำนาญเมื่อเกษียณ มีในเยอรมนี เอสโตเนีย ลิทัวเนีย และสโลวาเกีย รวมถึงบำนาญภาคบังคับส่วนเสริมของฝรั่งเศส ระบบเหล่านี้ไม่ได้มีสูตรหรือพารามิเตอร์เหมือนประเทศไทยทุกประการ แต่มีแกนสำคัญใกล้เคียงกัน คือไม่พิจารณาเฉพาะค่าจ้างช่วงท้าย และมีการปรับมูลค่าสิทธิที่สะสมต่างช่วงเวลาให้เปรียบเทียบกันได้

คะแนนบำนาญคืออะไร

คะแนนของแต่ละเดือนคำนวณจากค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ หารด้วยค่า Reference Earnings (RE) ที่กำหนดให้เดือนนั้น โดย RE ใช้สถิติค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 2 เดือนก่อนหน้าเพื่อลดผลจากการรายงานล่าช้า คะแนน 1.00 หมายถึงค่าจ้างเท่ากับ RE ของเดือนนั้น จากนั้นนำคะแนนทุกเดือนที่ส่งเงินสมทบมาเฉลี่ยเป็น “คะแนนบำนาญเฉลี่ย” และเมื่อเกิดสิทธิ จะนำคะแนนเฉลี่ยคูณกับ RE เฉลี่ย 60 เดือนก่อนเกิดสิทธิ เพื่อแปลงกลับเป็นฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณบำนาญ วิธีนี้ทำให้ค่าจ้างในอดีตได้รับการปรับมูลค่าให้อยู่ในระดับค่าจ้างใกล้วันที่เกิดสิทธิ

เหตุใดค่า RE เดือน ธ.ค. 2541 และ ก.พ. 2542 จึงต่างจากเดือนอื่น

หลักทั่วไปกำหนด RE ของแต่ละเดือนจากสถิติค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนมาตรา 33 เมื่อ 2 เดือนก่อนหน้า แต่เดือน ธ.ค. 2541 เป็นเดือนแรกที่เริ่มจัดเก็บเงินสมทบกรณีชราภาพ และมีการนำส่งเงินสมทบสองส่วนในเดือนเดียวกัน จึงกำหนดให้ผู้ที่มีการส่งเงินสมทบกรณีชราภาพในเดือนดังกล่าวใช้ค่าจ้าง 1,650 บาท และ RE 1,650 บาท ทำให้ได้ 1 คะแนน ส่วนเดือน ก.พ. 2542 หากใช้ข้อมูล ธ.ค. 2541 โดยตรงจะได้รับผลจากข้อยกเว้นนี้ จึงใช้ค่าเฉลี่ยของ RE เดือน ม.ค. และ มี.ค. 2542 แทน เพื่อลดความบิดเบือน

ค่า RE ในอดีตบนเว็บไซต์ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้หรือไม่

ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและประมาณการได้ ค่า RE ถึง ก.ค. 2569 คำนวณและตรวจสอบจากข้อมูลระบบของสำนักงานประกันสังคม โดยค่า RE ที่ประกาศใช้จริงคาดว่าจะสอดคล้องหรือใกล้เคียงกับตัวเลขบนเว็บไซต์ ทั้งนี้ เมื่อสูตร CARE มีผล สำนักงานประกันสังคมจะประมวลผลและตรวจสอบอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และต้องยึดค่าที่ประกาศอย่างเป็นทางการเป็นที่สุด

สูตร CARE มีผลต่อสถานะกองทุนประกันสังคมอย่างไร

ในระยะยาว ค่าใช้จ่ายบำนาญโดยรวมของ CARE คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสูตรเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าค่าใช้จ่ายจะเท่ากันในทุกปี โดยค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมาตรการคุ้มครองสิทธิที่สะสมไว้ ทั้งนี้ สถานะกองทุนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย และคณะกรรมการประกันสังคมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ความยั่งยืนทางการเงินของกองทุน (Funding Strategy) ต่อไป

ฉันรับบำนาญอยู่ก่อนสูตร CARE เริ่มใช้ จะได้รับการปรับเพิ่มหรือไม่

หากท่านรับบำนาญอยู่แล้วก่อนสูตร CARE มีผลใช้บังคับ จะมีการคำนวณตามสูตร CARE เพื่อเปรียบเทียบกับบำนาญเดิม หาก CARE คำนวณได้สูงกว่า จะปรับเพิ่มบำนาญสำหรับงวดในอนาคตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่มีผลย้อนหลัง แต่หาก CARE คำนวณได้ไม่สูงกว่า ท่านจะยังคงได้รับบำนาญตามฐานเดิมโดยไม่ลดลง